ข้ามไปยังเนื้อหา

SAFEFLOW

ระบบ Permit to Work คืออะไร ประเภท บทบาท และวงจรใบอนุญาต

เผยแพร่

ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย โปรดตรวจสอบตัวบทกฎหมายฉบับเต็มจากหน่วยงานราชการ หรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายและ จป. ขององค์กรก่อนนำไปใช้

งานซ่อมบำรุงในสถานประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้อันตรายเพราะตัวงานเอง แต่อันตรายเพราะ "ทำผิดเวลา ผิดที่ หรือไม่มีใครรู้ว่ากำลังทำ" เช่น ช่างเชื่อมที่เริ่มงานข้างถังน้ำมันโดยไม่มีใครวัดก๊าซ หรือช่างไฟที่เข้าไปในตู้ MCC ขณะที่อีกกะกำลังจะสตาร์ตเครื่อง

ระบบใบอนุญาตทำงาน (Permit to Work หรือ PTW) จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดช่องว่างนั้น บทความนี้อธิบายภาพรวมของระบบ PTW สำหรับคนหน้างาน ทั้ง จป. ฝ่ายซ่อมบำรุง ฝ่ายผลิต และผู้ดูแลผู้รับเหมา ตั้งแต่ประเภทใบอนุญาต บทบาทของแต่ละคน ไปจนถึงวงจรของใบอนุญาตหนึ่งใบตั้งแต่ขอจนปิดงาน

Permit to Work คืออะไร และหลักการตามแนวทาง HSG250

Permit to Work คือระบบเอกสารที่ใช้ควบคุมงานที่ไม่ใช่งานประจำและมีความเสี่ยงสูง โดยกำหนดว่า ใคร จะทำงาน อะไร ที่ไหน เมื่อไร และต้องมี มาตรการความปลอดภัยอะไรบ้าง ก่อนเริ่มงาน

หน่วยงาน HSE ของสหราชอาณาจักรเผยแพร่แนวทาง HSG250 ซึ่งหลายองค์กรในไทยใช้เป็นต้นแบบ หลักการสำคัญที่สรุปได้มีดังนี้

  • ใบอนุญาตต้องผูกกับการประเมินความเสี่ยงของงานนั้นจริง ไม่ใช่แบบฟอร์มกลางที่ติ๊กทุกช่องเหมือนกันหมด
  • ต้องระบุขอบเขตงาน พื้นที่ อุปกรณ์ และช่วงเวลาให้ชัด งานที่เกินขอบเขตต้องขอใหม่
  • ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องผ่านการฝึกอบรมและเข้าใจบทบาทของตัวเอง
  • ต้องมีการส่งต่อข้อมูลเมื่อเปลี่ยนกะหรือหยุดงานชั่วคราว
  • ต้องเชื่อมโยงใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกัน เช่น งานที่ต้องตัดแยกพลังงาน
  • ต้องมีการตรวจติดตาม (Monitoring) และทบทวนระบบเป็นระยะ

ประเภทใบอนุญาตที่พบบ่อยในองค์กร

บางองค์กรใช้ใบอนุญาตหลักใบเดียวแล้วแนบใบรับรองเฉพาะ (Certificate) บางแห่งแยกแบบฟอร์มตามประเภทงาน ประเภทที่พบบ่อยมีดังนี้

ประเภท ตัวอย่างงาน จุดที่ต้องควบคุมเป็นพิเศษ
งานที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ (Hot Work) เชื่อม ตัด เจียร บัดกรี เชื้อเพลิงรอบพื้นที่ ก๊าซไวไฟ ผู้เฝ้าระวังไฟ
งานในที่อับอากาศ (Confined Space) ลงถัง บ่อ ท่อขนาดใหญ่ ไซโล ออกซิเจน ก๊าซพิษ ผู้ช่วยเหลือ
งานบนที่สูง (Work at Height) นั่งร้าน หลังคา รถกระเช้า อุปกรณ์กันตก จุดยึด สภาพอากาศ
งานไฟฟ้าและการตัดแยกพลังงาน (Electrical / Isolation) ซ่อมตู้ไฟ เปลี่ยนมอเตอร์ การตัดไฟ ล็อกและแขวนป้าย ตรวจไม่มีแรงดัน
งานขุด (Excavation) ขุดวางท่อ ขุดฐานราก สายเคเบิลและท่อใต้ดิน ดินพัง
งานเปิดระบบท่อ (Line Break) ถอดหน้าแปลน เปลี่ยนวาล์ว สารค้างในท่อ แรงดันตกค้าง

งานทั่วไปที่ไม่เข้าข่ายข้างต้นมักใช้ใบอนุญาตงานทั่วไป (General / Cold Work) ซึ่งยังต้องประเมินความเสี่ยงเช่นกัน อ่านรายละเอียดงานร้อนเพิ่มเติมได้ที่ ขั้นตอนใบอนุญาตงานร้อน

บทบาทในระบบ PTW ใครทำอะไร

แต่ละบทบาทต้องรู้หน้าที่ชัดเจน และไม่ควรควบตำแหน่งกันจนไม่มีใครตรวจสอบใคร

  • ผู้ขออนุญาต (Permit Requester / Performing Authority) มักเป็นหัวหน้าช่างหรือหัวหน้าทีมผู้รับเหมา รับผิดชอบระบุขอบเขตงาน ร่วมประเมินความเสี่ยง และดูแลให้ทีมทำตามเงื่อนไขในใบอนุญาต
  • ผู้อนุญาต (Permit Issuer / Issuing Authority) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ลงนามอนุมัติ ต้องตรวจว่ามาตรการทุกข้อทำแล้วจริงก่อนออกใบอนุญาต
  • ผู้ดูแลพื้นที่ (Area Authority) เจ้าของพื้นที่หรือหัวหน้ากะฝ่ายผลิต รู้ว่าในพื้นที่มีกระบวนการอะไรกำลังเดินอยู่ และงานอื่นอะไรที่กำลังทำพร้อมกัน
  • ผู้ควบคุมงาน (Supervisor) อยู่หน้างานตลอดเวลาที่ทำงาน ดูแลให้ปฏิบัติตามขั้นตอนและหยุดงานทันทีเมื่อสภาพเปลี่ยน
  • ผู้ตรวจวัดก๊าซ (Gas Tester) ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมและได้รับมอบหมาย ใช้เครื่องวัดที่ผ่านการสอบเทียบ (Calibration) และบันทึกค่าที่วัดได้ทุกครั้ง

ในงานที่อับอากาศ กฎกระทรวงว่าด้วยที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ยังกำหนดเรื่องบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องและการฝึกอบรมเฉพาะสำหรับงานประเภทนี้ ชื่อบทบาทและรายละเอียดควรตรวจจากตัวบทฉบับเต็ม

วงจรของใบอนุญาตหนึ่งใบ ตั้งแต่ขอจนปิดงาน

1. ยื่นคำขอ (Request)

ผู้ขอระบุงาน พื้นที่ อุปกรณ์ จำนวนคน ผู้รับเหมา และช่วงเวลาที่ต้องการ

2. ประเมินความเสี่ยงและ JSA

ทีมงานแยกขั้นตอนงานแล้วระบุอันตรายของแต่ละขั้น หรือที่เรียกว่าการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis: JSA) จากนั้นกำหนดมาตรการควบคุม เช่น การตัดแยกพลังงาน อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือการกั้นพื้นที่

3. ตัดแยกพลังงาน (Isolation)

ตัดไฟ ปิดวาล์ว ใส่แผ่นปิดกั้นท่อ (Blind) ระบายแรงดัน แล้วล็อกและแขวนป้าย (LOTO) ทุกจุดที่ระบุไว้ รายละเอียดอยู่ในบทความ LOTO ตามกฎหมายไทย

4. ตรวจวัดก๊าซ (Gas Test)

ลำดับที่สอนกันทั่วไปคือ วัดออกซิเจนก่อน ตามด้วยก๊าซไวไฟ แล้วจึงวัดก๊าซพิษ ในที่อับอากาศควรวัดหลายระดับ ทั้งด้านบน กลาง และล่าง ค่าที่ใช้อ้างอิงกันทั่วไปคือออกซิเจน 19.5–23.5% และก๊าซไวไฟต่ำกว่า 10% ของขีดจำกัดล่างของการติดไฟ (Lower Flammable Limit: LFL หรือ Lower Explosive Limit: LEL) ส่วนก๊าซพิษให้ใช้เกณฑ์ตามกฎหมายและที่องค์กรกำหนด ทั้งนี้ควรตรวจสอบกับกฎหมายและมาตรฐานที่ใช้บังคับ

5. อนุมัติและออกใบอนุญาต (Approval & Issue)

ผู้อนุญาตเดินตรวจหน้างานจริง ไม่ใช่อนุมัติจากโต๊ะ เมื่อมาตรการครบจึงลงนาม แล้วมอบสำเนาให้ทีมงานติดไว้ที่หน้างาน

6. ทำงานและตรวจติดตาม

งานบางประเภทต้องวัดก๊าซต่อเนื่องหรือวัดซ้ำเป็นระยะ และต้องวัดใหม่ทุกครั้งหลังพักงาน

7. ระงับใบอนุญาต (Suspension)

เมื่อสัญญาณเตือนดัง ค่าก๊าซผิดปกติ สภาพอากาศเปลี่ยน หรือมีเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ ใบอนุญาตต้องถูกระงับทันที ทุกคนออกจากพื้นที่ และกลับเข้าทำงานได้เมื่อผู้อนุญาตตรวจซ้ำแล้วเท่านั้น

8. ส่งคืนพื้นที่และปิดใบอนุญาต (Handback & Close)

ผู้ขอยืนยันว่างานเสร็จ เก็บเครื่องมือ ทำความสะอาด นับคนออกครบ จากนั้นผู้ดูแลพื้นที่ตรวจรับ ปลดล็อกตามลำดับ และลงนามปิด ห้ามเดินเครื่องจนกว่าใบอนุญาตจะปิดถูกต้อง

การส่งต่อกะและการเชื่อมโยงใบอนุญาต

การส่งต่อกะ (Shift Handover)

งานซ่อมใหญ่มักคร่อมหลายกะ จุดอ่อนที่พบบ่อยคือหัวหน้ากะใหม่ไม่รู้ว่ามีใบอนุญาตค้างอยู่กี่ใบ หรือไม่รู้ว่าวาล์วตัวไหนถูกล็อกไว้ การส่งต่อกะควรมีรายการใบอนุญาตที่เปิดอยู่ สถานะ จุดตัดแยกที่ยังคงอยู่ และให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับลงนาม ไม่ใช่บอกกันปากเปล่า

การเชื่อมโยงใบอนุญาต (Cross-referencing)

ใบอนุญาตหลายใบในพื้นที่เดียวกันอาจขัดกันเอง เช่น งานเชื่อมอยู่ใกล้งานถอดหน้าแปลนท่อที่อาจมีไอระเหยไวไฟ การจัดการงานที่ทำพร้อมกัน (Simultaneous Operations: SIMOPS) จึงต้องเห็นภาพรวมของทุกใบในโซน ดูเพิ่มเติมที่ SIMOPS คืออะไร ส่วนใบอนุญาตที่อาศัยการตัดแยกพลังงานต้องอ้างอิงเลขทะเบียน LOTO เดียวกัน เพื่อไม่ให้ใครปลดล็อกขณะที่อีกงานยังไม่เสร็จ

ใบอนุญาตกระดาษกับระบบอิเล็กทรอนิกส์

กระดาษคาร์บอนใช้ได้ดีเมื่องานมีจำนวนน้อย แต่เมื่องานมากขึ้นปัญหาจะชัดขึ้น

ประเด็น ใบอนุญาตกระดาษ ระบบอิเล็กทรอนิกส์
ภาพรวมงานที่เปิดอยู่ ต้องเดินดูบอร์ดหรือนับแฟ้ม เห็นสถานะทุกใบจากหน้าจอเดียว
ตรวจงานขัดกัน อาศัยความจำของผู้อนุญาต ตั้งกฎให้ระบบตรวจได้
ค่าก๊าซ จดลงช่องในกระดาษ ย้อนดูยาก บันทึกพร้อมเวลาและผู้วัด
การตรวจสอบย้อนหลัง ลายมืออ่านยาก เอกสารหาย เก็บประวัติทุกขั้นตอน

ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้แทนการเดินตรวจหน้างาน แต่ช่วยให้ขั้นตอนที่กำหนดไว้ถูกทำจริงและตรวจสอบได้

บริบทกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายไทยไม่ได้มีกฎกระทรวงฉบับเดียวที่ใช้ชื่อว่า Permit to Work แต่มีหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมงานเสี่ยงอันตรายของนายจ้าง ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องบ่อย ได้แก่

  1. พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท
  2. กฎกระทรวงเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับงานในที่อับอากาศ เช่น เรื่องการอนุญาตก่อนเข้าทำงาน การตรวจวัดบรรยากาศ และการฝึกอบรม
  3. กฎกระทรวงเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงานกับระบบไฟฟ้า รวมถึงงานซ่อมบำรุง
  4. กฎกระทรวงเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันอัคคีภัย รวมถึงงานที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ
  5. กฎกระทรวงเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564

ควรตรวจสอบฉบับล่าสุดจากหน้ารวมกฎหมายของกองความปลอดภัยแรงงาน และให้ จป. วิชาชีพตีความร่วมกับลักษณะงานจริง

จัดการ Permit to Work ด้วยระบบดิจิทัล

เมื่อใบอนุญาตต่อวันมากขึ้น องค์กรต้องการระบบที่ทำให้ขั้นตอนตามวงจรข้างต้นถูกทำครบทุกครั้ง

SAFEFLOW เป็นระบบ Permit to Work สองภาษา (ไทย/อังกฤษ) ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรเองได้ รองรับการอนุมัติใบอนุญาตหลายขั้นตอน บล็อกงานเสี่ยงที่ขัดกันในโซนเดียวกันตั้งแต่ตอนยื่นคำขอ เช่น งานร้อนข้างงานเปิดระบบท่อ ส่วนความขัดแย้งระดับเตือนต้องกดรับทราบพร้อมบันทึกเหตุผล ระหว่างทำงานสามารถบันทึกค่าก๊าซ และเมื่อค่าถึงระดับวิกฤต (ตัวอย่าง: H₂S ≥ 10 ppm) ระบบจะระงับใบอนุญาตและแจ้งคนในโซน โดยกลับมาทำงานต่อได้หลังวัดซ้ำผ่านแล้วเท่านั้น งาน LOTO ต้องยืนยันทุกจุดตัดแยกด้วยการสแกน QR ที่จุดล็อกก่อนกดเริ่มงาน และพิมพ์ PDF ที่หน้าตาเหมือนแบบฟอร์มกระดาษเดิมพร้อม QR สำหรับตรวจสอบความถูกต้อง

หน้าจอขั้นตอนการอนุมัติใบอนุญาตใน SAFEFLOW

แชร์บทความนี้FacebookLINE

แหล่งอ้างอิง

  1. HSE, HSG250 Guidance on permit-to-work systems
  2. HSE, Permit to work systems (COMAH technical measures)
  3. รวมกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ (กองความปลอดภัยแรงงาน)
  4. กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562

← กลับไปหน้ารวมบทความ